[ความรู้ทางศาสนา] ประวัติความเป็นมาพระพุทธศาสนาเข้าสู่สยามประเทศ

 admin  (ผู้ดูแลระบบ)  PMAddF

 10-12-2016 21:08:10   934   0


oldindia.jpg



      หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ทรงอุบัติขึ้น ในตระกูลกษัตริย์ราชวงศ์ “ศากยะ” ณ เมืองกบิลพัสดุ์ ทางตอนเหนือสุดของประเทศอินเดีย (ปัจจุบันอยู่ในประเทศเนปาล) เมื่อพระองค์ได้ทรงออกผนวช และทรงตรัสรู้ อริยสัจจ์ ความจริงอันสูงสุดแล้วนั้น พระองค์ได้ทรงจาริกเผยแผ่พระธรรมไปยังที่ต่างๆของประเทศอินเดีย และมีผู้เลื่อมใสศรัทธาในคำสอนของพระองค์จำนวนมาก แม้หลังจากที่ พระองค์ทรงเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วก็ตาม ครั้นต่อมา ราวปี พ.ศ.๒๗๕-๓๑๐ ประเทศอินเดียในสมัยนั้น พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งเมารยะวงศ์ ทรงทำสงครามกับแว่นแคว้นต่างๆ ในอินเดีย และกรีฑาทัพไปยังเมือง กลิงคราฎร์ ซึ่งตั้งอยู่ทางลุ่มแม่น้ำมหานทีตอนใต้ของแคว้นมคธ พวกกลิงค์ถูกสังหารนับแสนและที่ได้รับบาดเจ็บทุกข์ทรมานอีกเป็นจำนวนมาก ทำให้พระเจ้าอโศกรู้สึกโศกสลดพระทัยอย่างยิ่ง และครานั้นเองที่พระองค์ได้ทรงพบกับสามเณรในพระพุทธศาสนาองค์หนึ่ง ทรงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในปฏิปทาของเณร จึงนิมนต์เข้าไปในวังเพื่อสนทนาธรรมด้วย เณรได้เตือนสติให้ทรงเลิกอุปนิสัยอันดุร้ายเสีย ด้วยพระ ธรรมคำสอนว่า “ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ความไม่ประมาทเป็นทางแห่งพระนิพพาน” พระเจ้าอโศกฟังเณรแล้วทรงรู้สึกซาบซึ้งในธรรมนั้น และยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา ด้วยความปิติเลื่อมใส ประกาศรับไตร สรณาคมน์ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก ทรงนำพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ออกเผยแพร่และทำนุบำรุงพระศาสนาให้แผ่ไพศาล ไปเกือบทั่วประเทศอินเดีย ทรงหันมาปกครองประเทศโดยใช้ธรรมะ เป็นหลัก เรียกว่า “ธรรมาธิปไตย” ทรงสร้างพระสถูปและบรรจุพระบรมธาตุทั่วชมพูทวีปถึง ๘๔,๐๐๐ องค์ ทรงสร้างเสาและรั้วหิน วิหาร วัดวาอารามอีกมากมายตามเมืองและสถานที่สำคัญต่างๆ จึงเป็นกาลสมัยที่พระพุทธ ศาสนาเจริญถึงขีดสุดและพระเจ้าอโศกได้ส่งสมณทูตออกเผยแผ่ธรรมของพระพุทธองค์ ไปยังประเทศต่างๆ เช่นประเทศลังกา พม่า และสยาม พระธรรมทูตทั้ง ๒ องค์ของพระเจ้าอโศกมหาราชคือ พระโสณะและพระอุตตระ


     ในช่วงเวลาที่พระเจ้าอโศกมหาราช ได้กรีฑาทัพไปยังเมืองกลิงคราฎร์นั้น ชาวอินเดียตอนใต้จำนวนหนึ่งต่างพากันอพยพหนีภัยสงครามยุทธในคราวนั้น เดินทางเข้าทางประเทศพม่า ตลอดถึง พื้นที่แหลมมลายู และได้นำเอาศาสตร์แขนงต่างๆ เช่น นิติศาสตร์ อักษรศาสตร์ ศิลปศาสตร์ รวมทั้งศาสนา ลัทธิ เข้ามาเผยแพร่ด้วยเช่นกัน เช่น ศาสนาพุทธนิกายมหายาน และศาสนาพราหมณ์ซึ่งนับถือเทพเจ้า คือ พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม รวมทั้งเทพตรีมูรติ ซึ่งเป็นองค์ผสมของเทพเจ้าทั้งสามองค์ กับยังนับถือเทพเจ้าและเทพเทพีชั้นรององค์อื่นๆอีกเช่น พระพิฆเนศวร พระสรัสวดี พระขันธกุมาร พระลักษมี พระอุมาเทวี และยังเคารพ นับถือ รูปสัญลักษณ์ คือ ศิวลึงค์ โดยถือว่าเป็นรูปสัญลักษณ์ของเทวราช พวกพราหมณ์จะมีบทบาททั้งในด้านการให้คำปรึกษาแก่กษัตริย์ในเรื่องการปกครอง แบบแผนพระราชพิธีของราชสำนัก รวมถึงเป็นผู้กำหนดพิธีกรรมต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิตของประชาชนภายในรัฐนั้นๆ อีกด้วย แหลมสุวรรณภูมิ ได้เป็นศูนย์กลางการค้าของอินเดียและจีน แต่อารยธรรมอินเดียมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตและการวางรากฐานทาง วัฒนธรรมของผู้คนในเอเชียอาคเนย์มากกว่าอารยธรรมจีน ประชาชนในพื้นที่แม้จะรับเอาอารยธรรมต่างๆที่หลั่งไหลเข้ามา แต่ก็นำมาประยุกต์รวมกับอารยธรรมท้องถิ่นที่ตัวเองมีอยู่ จนกลายเป็นดินแดนแห่งอารยธรรมผสมผสาน นอกจากอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์แล้ว ศาสนาพุทธก็ได้แพร่ขยายเข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิด้วยเช่นกัน (ถ้ายึดถือตามหนังสือมหาวงศ์แล้วอาจจะกำหนดได้ว่า ศาสนาพุทธเข้ามาสู่ดิน แดนนี้ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช คือช่วง พ.ศ.๒๗๕-๓๑๐ อย่างไรก็ตามมีนักโบราณคดีบางท่านให้ความเห็นว่า พุทธศาสนาเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลังสมัยพระเจ้าอโศก)


     พุทธศาสนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แบ่งออกเป็น ๒ นิกาย คือนิกายเถรวาทหรือหินยาน เป็นนิกายซึ่งนับถือปฏิบัติตามแบบแผนเดิม และนิกายอาจริยวาทหรือมหายานซึ่งเป็นนิกายที่ดัดแปลงปรับปรุงขึ้นใหม่ ในกรณีของดิน แดนสยาม การนับถือนิกายเถรวาทจะปฏิบัติอยู่ทางตอนกลางและตอนบนของประเทศ ส่วนดินแดนตอนล่างจะนับถือปฏิบัติตามนิกายอาจริยวาทซึ่งเจริญรุ่งเรืองมากใน สมัยศรีวิชัย แต่ในทาง ปฏิบัติจริงๆแล้ว พุทธศาสนิกชนในดินแดนสยามประเทศนับถือพุทธศาสนาที่มีลักษณะผสมผสานระหว่าง แนวความคิดของนิกายเถรวาท อาจริยวาท และรวมทั้งพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์เข้าด้วยกันตลอดมา พุทธศตวรรษที่๑๒-๑๖ (ประมาณ พ.ศ. ๑๑๐๐-๑๖๐๐) สมัยอาณาจักรทวาราวดี ซึ่งมีอาณาเขตประมาณจากราชบุรี ถึงพิษณุโลก มีนครปฐมเป็นเมืองหลวง ได้มีการส่งสมณทูตเข้ามาเผยแผ่ พระธรรมในแผ่นดินสยามอีก และนักประวัติศาสตร์เชื่อว่า พระปฐมเจดีย์คือเจดีย์แห่งแรกในประเทศไทย ครานั้นพระพุทธศาสนาได้ตั้งมั่น จวบกระทั่งอาณาจักรทวาราวดีเสื่อมไป พุทธ ศตวรรษที่๑๓-๑๘ (ประมาณ พ.ศ.๑๒๐๐-๑๘๐๐) สมัยอาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งเชื่อกันว่า ศูนย์กลางของอาณาจักรอยู่ที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้มีการรับอิทธิพลทางด้านศาสนาทั้งพราหมณ์และพุทธฝ่ายหินยานและ มหายานเข้ามาในยุคนั้น โดยเฉพาะนิกายมหายานมีความเจริญรุ่งเรืองมาก ดังที่ได้พบประติมากรรมสำริดรูปพระโพธิสัตว์ปางต่างๆ เช่นนางดารา นางปัญญาบารมี ส่วนศาสนาพราหมณ์ที่รับเข้ามานั้นจะเน้นเรื่องการปกครอง แต่การรับอิทธิพลวัฒนธรรมอินเดียก็มิได้รับมาทั้งหมด หากแต่นำมาปรับให้เข้ากับของเดิมที่มีอยู่ พุทธศตวรรษที่๑๑(ประมาณ พ.ศ.๑๐๐๐-๑๑๐๐) พงศาวดารเหนือระบุว่าได้เริ่มสร้าง เมืองละโว้ (ลพบุรี) ขึ้น โดยพระยากาฬวรรณดิศ แต่เมื่อพิจารณาที่ตั้งของอาณาจักรแล้วละโว้อาจเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรทวา ราวดีก็เป็นได้ เนื่องจากหลักฐานข้อมูลเกี่ยวกับศิลปกรรมของทวาราวดีครอบคลุมไปถึงแถบเมือง นครสวรรค์ ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘ (ประมาณ พ.ศ.๑๕๐๐-๑๘๐๐) การขยายอำนาจของขอมแผ่ขยายเข้ามายังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคตะวันออก จนถึงบริเวณ ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ละโว้ได้รับรูปแบบศิลปขอม และรับการปกครองระบบกษัตริย์แบบเทวาธิราช ประชาชนนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานรวมทั้งศาสนาพราหมณ์ เป็นยุคที่ขอมเรืองอำนาจมาก พุทธศตวรรษที่ ๑๗-๒๑ อาณาจักรเชียงแสน มีอาณาเขตอยู่ทางภาคเหนือ จาก ๑๒ปันนา ถึงหริภุญชัย นับถือศาสนาพุทธนิกายหินยาน จากอินเดียสมัยราชวงศ์ปาละโดยผ่านเข้ามาทางประเทศพม่า แม้กระนั้นก็ถูกขอม เข้าตีและยึดอำนาจครอบครอง พุทธศตวรรษที่ ๑๘-๒๐ อาณาจักรสุโขทัย ตั้งอยู่บริเวณตอนเหนือของลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือพื้นที่ตอนบนของภาคกลาง ราวปี พ.ศ ๑๘๐๐ พ่อขุนบางกลาง ท่าวกับพ่อขุนผาเมืองได้ร่วมกันโจมตีขอม ได้เมืองหน้าด่านสุโขทัยคืนมาจากอำนาจขอม พ่อขุนบางกลางท่าวหรือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เป็นกษัตริย์ต้นราชวงศ์ พระร่วงทรงสถาปนากรุงสุโขทัยเป็นราชธานี โดยใช้ระบบการ ปกครองเยี่ยงบิดาปกครองบุตร ทรงพยายามปลดแอกจากอิทธิพลขอม
   
     ส่วนด้านการศาสนาได้มีการอัญเชิญพุทธศาสนา ลัทธิลังกาวงศ์จากเมืองนครศรีธรรมราชมาปลูกฝัง ทะนุบำรุงให้เจริญรุ่งเรือง มีการฟังเทศน์ ฟังธรรม รักษาศีล ทำบุญ ทำทาน สร้างวัด กระทั่งมีความเจริญรุ่งเรืองแพร่หลายไปทั่วทุกภาคของเมืองไทยจนกลายเป็น ศาสนาประจำชาติของคนไทยตั้งแต่นั้นมา โดยมีความเจริญรุ่งเรืองควบคู่ไปกับงานศิลปกรรมที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง เช่นภาพเขียนลายเส้นที่วัดศรีชุม ภาพลายเส้นบนรอยพระพุทธบาทที่ทำด้วยสำริด รูปหล่อสำริด รูปปูนปั้นต่างๆ อาณาจักรอยุธยา เริ่มต้นเมื่อพระเจ้าอู่ทอง หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ทรงสร้างกรุงศรีอยุธยาขึ้นเมื่อ พ.ศ.๑๘๙๓ กระทั่งเสียกรุงแก่พม่า เมื่อปี พ.ศ.๒๓๑๐ เป็นอาณาจักรที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นศูนย์กลางทางการค้ากับต่างประเทศ ทั้งทางเอชีย และยุโรป จึงมีชาวต่างชาติเข้ามาตั้งชุมชนอยู่ไม่ น้อย เป็นอาณาจักรที่มีความเข้มแข็ง สามารถรวบรวมดินแดนต่างๆ รวมทั้งอาณาจักรสุโขทัย ไว้ในครอบครองได้ และในบางครั้งสามารถครอบครองอาณาจักรขอมเอาไว้ได้ด้วย นับว่าเป็นสมัยที่ประเทศสยามมีอาณาเขตแผ่กว้าง ไปมากที่สุด ในสมัยนี้ได้กลับมารับรูปแบบการปกครองของอินเดียโดยผ่านทางเขมร โดยวางรูปแบบการปกครองแบบเทวราชา เช่นเดียวกับกษัตริย์เขมร แต่ได้นำศาสนาพุทธเข้ามาผสมผสาน โดยถือว่ากษัตริย์เป็นทั้งเทวดาและ พระโพธิสัตว์อีกด้วย กษัตริย์ทุกพระองค์ ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก หลายพระองค์ทรงผนวช ได้สร้างประเพณีพุทธศาสนาแบบผสมผสานกับศาสนาพราหมณ์ไว้มาก และได้สืบทอดต่อถึงกาลปัจจุบันด้วยเช่นกัน รัตนโกสินทร์ พ.ศ.๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี หลังจากสิ้นสมัยของพระเจ้าตากสินแห่งกรุงธนบุรีซึ่งมีระยะเวลาอยู่ ประมาณ ๑๕ ปี กรุงเทพจึงเป็นศูนย์กลางของราชอาณาจักรไทยจวบปัจจุบันสมัย ศิลปวัฒนธรรมและการศาสนาได้รับการฟื้นฟูอย่างจริงจัง มีการรับความเจริญก้าวหน้าจากทางตะวันตกเข้ามาพัฒนาประเทศ รวมทั้งปฏิรูปการปกครอง และสังคมให้ทัดเทียมนานาชาติอีกด้วย





ลายเซนต์
อีสานบ้านเฮา ชุมชนคนอีสาน สืบสานวัฒนธรรม
ยังไม่มีความคิดเห็นใด ๆ
กรุณา ลงชื่อเข้าใช้ หรือ ลงทะเบียน เพื่อใช้งาน

กลับขึ้นบนสุด

ติดตามเรา:

กลับไปหน้าหลัก

อีสานบ้านเฮา Powered By Discuz!

อีสานบ้านเฮาดอทคอม Powered by Discuz! X3.4 R20180101, Rev.59

© 2001-2017 Comsenz Inc.

แลกลิงค์เพื่อนบ้าน|หน้าแรก|เว็บบอร์ด|ติดต่อเรา|อีสานบ้านเฮาดอทคอม  

ติดต่อเราที่ : admin@esanbanhao.com

GMT+7, 20-3-2019 11:51 , Processed in 0.089562 second(s), 12 queries , File On.